![]() |
| Dark Phoenix (2019) |
Dark Phoenix (2019) — เมื่อพลังอันยิ่งใหญ่กลายเป็นหายนะของมิวแทนต์
ภาพยนตร์ Dark Phoenix (2019) หรือชื่อไทยว่า “X-Men: ดาร์ก ฟีนิกซ์” คือบทสรุปของตำนานจักรวาล X-Men ภายใต้ค่าย 20th Century Fox ที่ครองใจแฟน ๆ มานานกว่า 20 ปี กำกับโดย ไซมอน คินเบิร์ก (Simon Kinberg) และนำแสดงโดย โซฟี เทอร์เนอร์ (Sophie Turner) ในบทของ “จีน เกรย์ (Jean Grey)” หนังภาคนี้เล่าเรื่องราวการตื่นขึ้นของพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและอันตรายที่สุดในจักรวาล X-Men — พลัง ฟีนิกซ์ (Phoenix Force)
🌌 เนื้อเรื่องย่อของ Dark Phoenix
เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1992 หลังจากเหตุการณ์ในภาค X-Men: Apocalypse (2016) ผ่านไปหลายปี เหล่า X-Men กลายเป็นฮีโร่ในสายตาของมนุษย์ พวกเขาร่วมมือกับรัฐบาลและช่วยเหลือผู้คนที่ตกอยู่ในอันตราย แต่ในภารกิจช่วยเหลือนักบินอวกาศครั้งหนึ่ง จีน เกรย์ ต้องเผชิญกับพลังจักรวาลลึกลับที่เข้ามาผสานอยู่ในร่างกายของเธอ
พลังนี้ทำให้เธอแข็งแกร่งเหนือใคร แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เธอเริ่มสูญเสียตัวตนและกลายเป็นภัยคุกคามต่อเพื่อนร่วมทีม และแม้แต่โลกใบนี้เอง
ในขณะที่ ศาสตราจารย์ชาร์ลส์ เซเวียร์ (James McAvoy) และ Magneto (Michael Fassbender) ต้องเลือกระหว่างการช่วยเหลือจีน หรือการหยุดเธอไม่ให้ทำลายทุกสิ่ง ความขัดแย้งในจิตใจของจีนได้กลายเป็นจุดแตกหักของทีม X-Men ทั้งหมด
⚡ จุดเด่นของหนัง Dark Phoenix
-
การเล่าเรื่องของ Jean Grey อย่างลึกซึ้ง — ภาคนี้เน้นการสำรวจจิตใจของจีน เกรย์ ที่ต้องต่อสู้กับพลังในตัวเองและความกลัวว่าจะกลายเป็น “ปีศาจ”
-
ฉากแอ็กชันทรงพลังและสมจริง — โดยเฉพาะฉากต่อสู้บนรถไฟตอนท้ายเรื่อง ที่ถูกยกให้เป็นฉากการต่อสู้ที่ดีที่สุดฉากหนึ่งของแฟรนไชส์ X-Men
-
การปิดฉากจักรวาล X-Men อย่างสมศักดิ์ศรี — หนังภาคนี้คือบทสุดท้ายของทีม X-Men จากยุค James McAvoy และ Michael Fassbender ก่อนที่ลิขสิทธิ์จะกลับไปสู่ Disney และ Marvel Studios
🧠 การวิเคราะห์เชิงลึกของ Dark Phoenix
“Dark Phoenix (2019)” คือภาพสะท้อนของ พลังและความเปราะบางของมนุษย์ หนังพยายามตั้งคำถามว่า “เมื่อเรามีพลังเหนือใคร... เรายังเป็นคนเดิมอยู่ไหม?”
จีน เกรย์ เป็นสัญลักษณ์ของ การเติบโตและการต่อสู้ภายในจิตใจของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ถูกควบคุมโดยความคาดหวังจากคนรอบข้าง และเมื่อพลังฟีนิกซ์เข้าครอบงำ เธอกลายเป็นภาพแทนของ “พลังที่ไม่ถูกยอมรับในสังคม” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการถูกตีตราและกลัวในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ
🎬 นักแสดงนำ
-
Sophie Turner รับบท Jean Grey / Dark Phoenix
-
James McAvoy รับบท Professor Charles Xavier
-
Michael Fassbender รับบท Magneto
-
Jennifer Lawrence รับบท Raven / Mystique
-
Nicholas Hoult รับบท Beast
-
Jessica Chastain รับบท Vuk (ตัวร้ายหลักจากเผ่าพันธุ์ต่างดาว)
-
Tye Sheridan รับบท Cyclops
-
Evan Peters รับบท Quicksilver
🔥 ประเด็นสำคัญในหนัง
-
พลังของการให้อภัย — ถึงแม้จีนจะทำผิดพลาดและสูญเสียการควบคุม แต่เพื่อนร่วมทีมยังคงเชื่อว่าเธอยังเป็น “จีนคนเดิม”
-
การยอมรับตัวเอง — หนังชี้ให้เห็นว่าพลังไม่ใช่สิ่งต้องกลัว แต่คือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับ
-
การเสียสละเพื่อความสงบสุข — ฉากสุดท้ายของจีนคือการเสียสละเพื่อปกป้องคนที่เธอรัก เป็นการปิดฉากที่ทรงพลังและสะเทือนใจ
💬 รีวิวเชิงอารมณ์
“Dark Phoenix” เป็นภาพยนตร์ที่อาจไม่ได้เน้นฉากต่อสู้หวือหวาเท่าภาคก่อน ๆ แต่เน้นอารมณ์และความขัดแย้งภายในจิตใจของตัวละครมากกว่า หนังแสดงให้เห็นถึง ด้านมืดของฮีโร่ และคำถามที่ว่า “เมื่อพลังกลายเป็นภาระ เราจะจัดการกับมันอย่างไร?”
การแสดงของ Sophie Turner นั้นโดดเด่น เธอสามารถถ่ายทอดความสับสน ความกลัว และความเจ็บปวดของจีนได้อย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ ดนตรีประกอบโดย Hans Zimmer ยังช่วยเพิ่มอารมณ์ความอลังการและเศร้าสะเทือนใจในเวลาเดียวกัน
🧩 ความเชื่อมโยงในจักรวาล X-Men
Dark Phoenix เป็นภาคต่อโดยตรงจาก X-Men: Apocalypse (2016) และเป็นเหตุการณ์สุดท้ายก่อนที่ทีม X-Men จะสลายตัว เนื้อหาของหนังยังเป็นการตีความใหม่ของ Dark Phoenix Saga ที่เคยถูกเล่าใน X-Men: The Last Stand (2006) แต่ภาคนี้เน้นความเป็นมนุษย์และอารมณ์มากกว่า
🕊️ ข้อคิดจากภาพยนตร์
-
พลังยิ่งใหญ่ ต้องมาพร้อมการควบคุมที่ยิ่งใหญ่กว่า
-
การให้อภัยและความเข้าใจคือพลังของมนุษย์ที่แท้จริง
-
บางครั้ง... การปล่อยวางคือทางออกที่ดีที่สุดของการปกป้องคนที่เรารัก

.jpeg)