![]() |
| The Predator (2018) |
The Predator (2018) — เพรดเดเตอร์ ฉบับใหม่ แห่งยุคไซไฟล่าเลือด
ผู้กำกับ: เชน แบล็ก (Shane Black)
เขียนบทโดย: Shane Black และ Fred Dekker
นำแสดงโดย: บอยด์ ฮอล์บรูค (Boyd Holbrook), โอลิเวีย มันน์ (Olivia Munn), เทรเวนต์ รอดส์ (Trevante Rhodes), คีแกน-ไมเคิล คีย์ (Keegan-Michael Key), เจค็อบ เทรมเบลย์ (Jacob Tremblay)
แนวภาพยนตร์: แอ็กชัน, ไซไฟ, ระทึกขวัญ, สยองขวัญ
🛸 บทนำ
หลังจากห่างหายจากจอภาพยนตร์ไปกว่า 8 ปี จักรวาลเพรดเดเตอร์กลับมาอีกครั้งในปี 2018 กับภาพยนตร์เรื่อง The Predator ที่รีบูตตำนานนักล่าต่างดาวให้เข้ากับยุคใหม่ ภายใต้ฝีมือของ เชน แบล็ก (Shane Black) หนึ่งในนักแสดงจาก Predator (1987) ซึ่งกลับมานั่งเก้าอี้ผู้กำกับในภาคนี้
หนังตั้งเป้าที่จะคืนชีพให้แฟรนไชส์ Predator ด้วยการผสมผสานความแอ็กชันสุดมันกับอารมณ์ขันแบบเข้มข้น และยังเปิดเผยความจริงใหม่เกี่ยวกับ “วิวัฒนาการ” ของเพรดเดเตอร์ ที่ทำให้มันแข็งแกร่ง ฉลาด และอันตรายกว่าที่เคยมีมา
🔥 เนื้อเรื่องโดยละเอียด
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อยานของเพรดเดเตอร์ตกลงบนโลกในระหว่างภารกิจของ “ควินน์ แม็คเคนนา” (Boyd Holbrook) ทหารหน่วยสไนเปอร์ผู้โชคร้าย เขาพบกับอุปกรณ์เทคโนโลยีของเพรดเดเตอร์และส่งกลับบ้านให้ลูกชายของเขาโดยไม่รู้ว่ามันคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในจักรวาล
ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้จับกุมเพรดเดเตอร์ที่รอดชีวิตไว้เพื่อทำการศึกษา แต่ไม่นานนัก มันก็หลบหนีและเริ่มล่าทุกสิ่งมีชีวิตที่ขวางหน้า ขณะเดียวกัน “ซูเปอร์เพรดเดเตอร์” — สิ่งมีชีวิตต่างดาวที่วิวัฒนาการขั้นสูงกว่า — ได้มาถึงโลกพร้อมภารกิจใหม่ในการล่าทุกเผ่าพันธุ์ที่ขวางทาง
กลุ่มทหารจิตป่วยที่ถูกส่งไปกำจัดภัยคุกคามนี้ ต้องร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์สาว “เคซีย์ บรัคเก็ตต์” (Olivia Munn) เพื่อหยุดยั้งการล่าก่อนที่มนุษยชาติจะสูญพันธุ์
💀 จุดเด่นของภาพยนตร์
-
การกลับมาของแฟรนไชส์ระดับตำนาน
-
ภาคนี้ถือเป็นการรีบูตแฟรนไชส์ Predator ให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ ทั้งภาพ เสียง และเทคนิคการสร้างที่ล้ำสมัย
-
-
เพรดเดเตอร์วิวัฒนาการใหม่ (Super Predator)
-
ตัวร้ายหลักของเรื่องคือ “อัลฟาเพรดเดเตอร์” หรือ “ซูเปอร์เพรดเดเตอร์” ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมด้วย DNA จากเผ่าพันธุ์อื่น ทำให้มันใหญ่กว่า ฉลาดกว่า และโหดกว่าเพรดเดเตอร์ดั้งเดิม
-
-
ทีมทหารสุดบ้าเลือด
-
กลุ่มตัวละครหลักที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ความกวน และความกล้า กลายเป็นจุดเด่นของเรื่อง ทำให้หนังมีทั้งความมันและความฮาในเวลาเดียวกัน
-
-
ฉากแอ็กชันที่เต็มไปด้วยเลือดและเทคโนโลยี
-
เอฟเฟกต์สุดล้ำ ทั้งฉากการล่า กล้องตรวจจับความร้อน และอุปกรณ์นักล่าที่ถูกพัฒนาให้ล้ำกว่าภาคก่อน ๆ
-
⚙️ การสร้างและเบื้องหลัง
Shane Black ผู้กำกับ เคยร่วมแสดงในภาคต้นฉบับปี 1987 จึงเข้าใจจิตวิญญาณของหนังอย่างลึกซึ้ง เขานำเสนอเรื่องราวในโทนที่ “เข้มข้นแต่มีอารมณ์ขัน” แบบที่ไม่ค่อยเห็นในภาคก่อน ๆ
ทีมงานใช้เทคนิค CGI ผสมกับชุดจริงของนักแสดง ทำให้เพรดเดเตอร์ในภาคนี้ดูสมจริง มีรายละเอียดและพลังที่ชวนขนลุกทุกครั้งที่ปรากฏตัว
🧬 ประเด็นและสัญลักษณ์ในเรื่อง
-
หนังสะท้อน วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ที่ไม่หยุดพัฒนา — แม้แต่เพรดเดเตอร์เองก็ยังทดลองปรับแต่ง DNA ของเผ่าพันธุ์อื่น
-
พูดถึง การล่าในยุคใหม่ ที่มนุษย์ไม่ใช่แค่เหยื่ออีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองของสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว
-
แฝงแนวคิดเรื่อง “ครอบครัว” ผ่านความสัมพันธ์ของพ่อและลูก ที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของเนื้อเรื่อง
🎬 การตอบรับจากผู้ชม
เมื่อออกฉายปี 2018 The Predator ได้รับเสียงตอบรับหลากหลาย บางส่วนชื่นชมในความบันเทิงแบบเต็มรูปแบบ ทั้งฉากต่อสู้ การล่า และมุกตลกที่ช่วยให้หนังดูไม่ตึงเครียดเกินไป
อย่างไรก็ตาม บางเสียงวิจารณ์ว่าโทนหนังไม่สม่ำเสมอ และเนื้อเรื่องดูเบากว่าภาคก่อน ๆ แต่ในแง่ของความสนุก “The Predator” ยังคงเป็นหนังที่แฟนไซไฟดูเพลินและมันสะใจ
รายได้รวมทั่วโลกกว่า 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากงบประมาณประมาณ 88 ล้าน ถือเป็นผลตอบรับที่น่าพอใจสำหรับการคืนชีพแฟรนไชส์นี้
🧩 คำคมเด่นจากหนัง
“The universe has a new predator — and it’s not from this world.”
คำพูดนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากเพรดเดเตอร์แบบเดิม สู่ยุคใหม่ที่มันไม่ใช่แค่ “นักล่า” อีกต่อไป แต่คือสิ่งมีชีวิตที่ถูกออกแบบให้ “เหนือกว่า” ทุกเผ่าพันธุ์
🌟 สรุป
The Predator (2018) คือความพยายามของฮอลลีวูดในการปลุกตำนานนักล่าต่างดาวให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง หนังเต็มไปด้วยฉากแอ็กชันสุดมัน ความโหดแบบเลือดสาด และเนื้อหาที่ขยายจักรวาลเพรดเดเตอร์ไปสู่มิติใหม่ของ “การวิวัฒนาการ”
แม้จะมีจุดอ่อนบางส่วนในด้านเนื้อเรื่อง แต่สำหรับแฟน ๆ ของซีรีส์นี้ นี่คือภาคที่ไม่ควรพลาด เพราะมันคือการประกาศว่า “การล่ายังไม่จบ และจะไม่มีวันจบ” 🩸

.jpeg)