![]() |
| Planet of the Apes (1968) |
Planet of the Apes (1968) — พิภพวานร ตำนานหนังไซไฟแห่งศตวรรษ
หากพูดถึงภาพยนตร์แนวไซไฟระดับตำนานที่เปลี่ยนแปลงวงการหนังไปตลอดกาล “Planet of the Apes (1968)” หรือชื่อไทยว่า “พิภพวานร” คือหนึ่งในผลงานที่ไม่มีใครลืมได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย Franklin J. Schaffner และนำแสดงโดย Charlton Heston ดาราชื่อดังในยุคนั้น
หนังเรื่องนี้ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ชมทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังได้กลายเป็นหนึ่งใน สัญลักษณ์แห่งวงการภาพยนตร์ไซไฟ ที่ถูกพูดถึงและอ้างอิงมาจนถึงปัจจุบัน
🪐 เนื้อเรื่องย่อของ Planet of the Apes (1968)
เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อกลุ่มนักบินอวกาศเดินทางออกจากโลกด้วยความตั้งใจที่จะค้นหาดาวดวงใหม่ แต่ยานของพวกเขาเกิดอุบัติเหตุตกลงบนดาวลึกลับแห่งหนึ่ง พวกเขาคิดว่ามันคือดาวดวงอื่นที่ไม่ใช่โลก
อย่างไรก็ตาม หลังจากเดินสำรวจได้ไม่นาน พวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า ดาวแห่งนี้ถูกครอบครองโดยเหล่าวานรพูดได้ ที่มีสติปัญญาเหนือมนุษย์ ส่วน “มนุษย์” กลับกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ป่าเถื่อนและไม่สามารถพูดได้
จอร์จ เทย์เลอร์ (George Taylor) ตัวละครหลักที่รับบทโดย Charlton Heston ถูกจับโดยเหล่าวานร และต้องดิ้นรนหาทางรอด พร้อมกับพยายามพิสูจน์ว่า “มนุษย์” ก็มีความคิดและเหตุผลไม่ต่างจากพวกวานร
เรื่องราวค่อยๆ เปิดเผยความลับของโลกใบนี้ทีละน้อย จนกระทั่งนำไปสู่ตอนจบที่ หักมุมอย่างเหนือความคาดหมาย ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในตอนจบที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์
🎭 ประเด็นลึกซึ้งและสาระทางสังคม
แม้ Planet of the Apes จะเป็นภาพยนตร์แนวไซไฟ แต่เนื้อหากลับเต็มไปด้วย การเสียดสีทางสังคมและปรัชญาชีวิต หนังตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับ ธรรมชาติของมนุษย์, ศีลธรรม, อำนาจ และความเท่าเทียม
ในโลกของ “พิภพวานร” บทบาทของมนุษย์และสัตว์ถูกสลับกัน — มนุษย์ถูกลดทอนเป็นสิ่งมีชีวิตด้อยค่า ขณะที่วานรกลับเป็นผู้ปกครอง ผู้มีเหตุผล และมีอำนาจเหนือกว่า
นี่คือภาพสะท้อนของ ความเย่อหยิ่งของมนุษย์ ที่ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์เองก็ทำสิ่งเดียวกันกับสัตว์และธรรมชาติบนโลกของเรา
ในแง่ปรัชญา หนังยังพูดถึงการล่มสลายของอารยธรรม — เมื่อมนุษย์ใช้เทคโนโลยีโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ ก็อาจนำไปสู่การทำลายล้างตนเองในที่สุด
🔬 เทคนิคการแต่งหน้าและงานสร้างที่ล้ำยุค
สิ่งที่ทำให้ Planet of the Apes (1968) โดดเด่นและกลายเป็นจุดเปลี่ยนของวงการ คือ เทคนิคการแต่งหน้าและออกแบบตัวละครวานรที่สมจริงอย่างเหลือเชื่อในยุคนั้น
ในช่วงปี 1960s เทคโนโลยีภาพยนตร์ยังไม่ก้าวหน้าเหมือนปัจจุบัน แต่ทีมงานสามารถใช้เครื่องสำอางและเทคนิคพิเศษในการทำให้เหล่าวานรดูมีชีวิตจริง ทั้งสีหน้า การพูด และการเคลื่อนไหวที่สมจริงจนผู้ชมเชื่อสนิทใจ
ผลงานการแต่งหน้าได้รับรางวัล Honorary Academy Award ซึ่งถือเป็นการยอมรับว่า Planet of the Apes ได้ยกระดับมาตรฐานใหม่ของการแต่งหน้าในภาพยนตร์ไซไฟ
👁️🗨️ จุดเด่นของหนังที่ทำให้เป็นตำนาน
-
ตอนจบหักมุมในตำนาน — เป็นตอนจบที่ยังคงถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการภาพยนตร์ เพราะมันเปิดเผยความจริงบางอย่างเกี่ยวกับ “โลกใบนี้” ที่ไม่มีใครคาดคิด
-
แนวคิดเชิงปรัชญาและสังคม — หนังไม่ได้ขายความแปลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังตั้งคำถามถึงความเป็นมนุษย์และการอยู่ร่วมกัน
-
Charlton Heston — การแสดงของเขาทรงพลังและเป็นเอกลักษณ์ จนกลายเป็นภาพจำของตัวละครเทย์เลอร์
-
งานสร้างระดับตำนาน — ฉาก ทิวทัศน์ และเครื่องแต่งกายล้วนถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน แม้จะเป็นหนังปี 1968 แต่ยังดูดีและมีเอกลักษณ์จนทุกวันนี้
📽️ ผลกระทบและอิทธิพลต่อวงการภาพยนตร์
หลังจากเข้าฉายในปี 1968 Planet of the Apes ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากนักวิจารณ์และผู้ชมทั่วโลก และประสบความสำเร็จด้านรายได้อย่างมหาศาล
ความสำเร็จนี้ทำให้เกิด ภาพยนตร์ภาคต่อถึง 4 ภาคในยุค 70s, รวมทั้งซีรีส์โทรทัศน์และอนิเมชัน
นอกจากนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการ รีเมก (Remake) และ รีบูต (Reboot) หลายครั้ง เช่น
-
Planet of the Apes (2001) กำกับโดย Tim Burton
-
และไตรภาครีบูตใหม่ในยุค 2010 ได้แก่ Rise of the Planet of the Apes (2011), Dawn of the Planet of the Apes (2014) และ War for the Planet of the Apes (2017)
อิทธิพลของหนังเรื่องนี้ไม่เพียงอยู่ในวงการภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงวรรณกรรม การ์ตูน และแม้กระทั่งปรัชญาการเมืองอีกด้วย
🧠 ข้อคิดจาก “พิภพวานร”
“Planet of the Apes” สอนให้มนุษย์ตระหนักถึงผลลัพธ์ของการกระทำของตัวเอง — เมื่อมนุษย์ทำลายธรรมชาติ ใช้อำนาจอย่างไม่รับผิดชอบ หรือหลงตัวเองในเทคโนโลยี ก็อาจนำไปสู่การสูญสิ้นของอารยธรรม
มันเป็นการเตือนว่า ความฉลาดไม่ใช่เครื่องรับประกันความดี และในที่สุด “ผู้ปกครองโลก” อาจกลายเป็น “ผู้ถูกครอบครอง”
ประโยคสุดท้ายของเรื่องที่ Charlton Heston ตะโกนออกมาหน้าซากรูปปั้นเทพีเสรีภาพ เป็นภาพจำที่สั่นสะเทือนหัวใจผู้ชมทั่วโลก — เพราะมันทำให้เรารู้ว่า ดาวที่เขาคิดว่าเป็น “ดาวอื่น” แท้จริงแล้วคือ “โลกของเราเอง”
🎬 สรุปรีวิว Planet of the Apes (1968)
พิภพวานร (1968) ไม่ได้เป็นเพียงหนังไซไฟเก่า แต่เป็นงานศิลปะที่มีทั้งความหมาย ลึกซึ้ง และทรงพลังในเชิงปรัชญา หนังเต็มไปด้วยสัญลักษณ์และการเสียดสีที่ยังคงร่วมสมัยแม้เวลาจะผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษ
-
เนื้อเรื่องเข้มข้น ลึกลับ และหักมุมสุดยอด
-
งานแต่งหน้าวานรสมจริงจนเป็นตำนาน
-
แนวคิดทางสังคมและจริยธรรมที่ทำให้คนดูต้องคิดตาม
-
เป็นต้นแบบของหนังไซไฟยุคใหม่ทุกเรื่อง
คะแนนความยอดเยี่ยม: 9.5/10
นี่คือภาพยนตร์ที่ทุกคนควรดูอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต เพราะมันไม่ได้แค่ “บันเทิง” แต่ยัง “เตือนใจ” เกี่ยวกับสิ่งที่มนุษย์กำลังทำกับโลกใบนี้

.jpeg)