Type Here to Get Search Results !

ADS

Beneath the Planet of the Apes (1970)

Adamz 0

 

Beneath the Planet of the Apes (1970)
Beneath the Planet of the Apes (1970)


Beneath the Planet of the Apes (1970) — ใต้พิภพวานร ความลับที่ซ่อนอยู่ใต้ซากอารยธรรมมนุษย์

หลังจากที่ภาพยนตร์ Planet of the Apes (1968) ประสบความสำเร็จถล่มทลายทั่วโลก ผู้สร้างจึงสานต่อจักรวาลของวานรด้วยภาคต่อชื่อว่า “Beneath the Planet of the Apes” (1970) หรือในชื่อไทยว่า “ใต้พิภพวานร”
ภาคนี้ยังคงนำเสนอเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความลึกลับ ดราม่า และแนวคิดเชิงปรัชญา แต่เพิ่มความเข้มข้นของบรรยากาศโลกหลังหายนะ พร้อมเปิดเผยความลับสุดช็อกที่ถูกซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวของ “พิภพวานร”


🪐 เรื่องย่อของ Beneath the Planet of the Apes

ภาพยนตร์เปิดเรื่องด้วยฉากต่อเนื่องจากตอนจบของภาคแรก — หลังจาก “เทย์เลอร์ (Charlton Heston)” ค้นพบความจริงอันน่าตกใจเกี่ยวกับโลกที่เขาอยู่ เขาและ “โนวา” หญิงสาวมนุษย์ใบ้ ได้เดินทางต่อไปในแดนรกร้างของแพนดอรา (หรือโลกในอนาคตที่ถูกทำลาย)

ระหว่างนั้น ยานอวกาศลำที่สอง ได้เดินทางมาค้นหาเทย์เลอร์ และหนึ่งในนักบินชื่อว่า เบรนท์ (Brent) รับบทโดย James Franciscus ได้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุ และบังเอิญพบกับโนวา จากนั้นทั้งคู่จึงออกเดินทางตามหาร่องรอยของเทย์เลอร์

แต่ยิ่งเดินทางลึกเข้าไปเท่าไร พวกเขายิ่งพบความจริงอันน่าสะพรึง — ใต้พื้นพิภพนี้มีอารยธรรมลึกลับของ “มนุษย์ใต้ดิน” ที่บูชาระเบิดนิวเคลียร์เป็นเทพเจ้า และเชื่อว่าพลังทำลายล้างคือหนทางแห่งการรอด

ในขณะเดียวกัน เหล่าวานรผู้นำโดย “นายพลเออร์ซัส (General Ursus)” ได้เตรียมกองทัพเพื่อบุกลงใต้พื้นโลก เพื่อกวาดล้างภัยคุกคามทั้งหมดที่ไม่ใช่วานร ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันระหว่าง “วานร” และ “มนุษย์ใต้ดิน” ในตอนจบที่ทั้งสะเทือนใจและสิ้นหวังที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไซไฟ


💣 ความลึกลับใต้พิภพและสัญลักษณ์ของการล่มสลาย

เนื้อหาของ Beneath the Planet of the Apes นำเสนอแนวคิดเชิงสัญลักษณ์อย่างลึกซึ้ง — โลกใต้พิภพของมนุษย์ที่เหลือรอด คือ ภาพสะท้อนของความหลงผิดในเทคโนโลยีและศาสนา
เหล่ามนุษย์ใต้ดินไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ พวกเขาบูชาระเบิดนิวเคลียร์ในฐานะ “เทพเจ้าแห่งพลัง” และเชื่อว่ามันจะช่วยปกป้องพวกเขา ทั้งที่แท้จริงแล้ว มันคือเครื่องมือแห่งการล้างโลก

ขณะเดียวกัน “วานร” ที่อยู่บนพื้นดินกลับเริ่มแสดงลักษณะของอารยธรรมมนุษย์ยุคก่อน ทั้งความโลภ ความกลัว และการทำสงคราม — ซึ่งเป็นการสื่อว่า “ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอย”

ภาพยนตร์ภาคนี้จึงไม่ได้เล่าเพียงการต่อสู้ของเผ่าพันธุ์ แต่ยังตั้งคำถามว่า

“มนุษย์และวานรต่างกันจริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเรากำลังกลายเป็นสิ่งเดียวกัน?”


🧠 แนวคิดและปรัชญาเชิงลึก

หนังภาคนี้เน้นแนวคิดเรื่อง ความเชื่อและการทำลายล้าง — เมื่อศรัทธาถูกบิดเบือนจนกลายเป็นอาวุธ มันสามารถทำลายทุกสิ่งได้ แม้แต่สิ่งที่ตนเองเคารพ
มนุษย์ใต้พิภพบูชาระเบิด “Alpha-Omega” ในฐานะเทพผู้พิทักษ์ แต่สุดท้ายกลับใช้มันเพื่อทำลายโลกอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ยังสะท้อนถึง วงจรอำนาจ — ไม่ว่าผู้ปกครองจะเป็นมนุษย์หรือวานร เมื่อใดที่มีอำนาจเกินขอบเขต ก็ย่อมก่อให้เกิดการทำลายล้าง

ตอนจบของเรื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในตอนจบที่หดหู่ที่สุดในวงการภาพยนตร์ คือการยืนยันว่า “อารยธรรมมนุษย์ไม่มีวันรอดพ้นจากการทำลายตนเอง”
หนังปิดฉากด้วยน้ำเสียงเย็นชาและเศร้าสลด แต่ทรงพลังจนผู้ชมทั่วโลกจดจำไม่ลืม


🎬 การกำกับและบรรยากาศของหนัง

แม้ผู้กำกับของภาคนี้จะเปลี่ยนจาก Franklin J. Schaffner เป็น Ted Post แต่สไตล์การเล่าเรื่องยังคงรักษาความหม่นมืดและชวนขบคิดไว้ได้อย่างดี
โทนภาพของ Beneath the Planet of the Apes เต็มไปด้วยความอึดอัด เศร้าหมอง และสิ้นหวัง ซึ่งสอดคล้องกับธีมของหนังอย่างสมบูรณ์

การออกแบบฉากใต้พิภพของมนุษย์ถือว่าน่าทึ่งในยุคนั้น ทั้งซากเมืองที่พังทลาย โครงสร้างใต้ดิน และห้องบูชาระเบิดที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึง นอกจากนี้ยังมีการใช้เสียงสวดมนต์ประกอบดนตรีแบบหลอนประสาท เพิ่มอารมณ์ลึกลับและความกดดันให้กับผู้ชม


👥 ตัวละครหลักที่น่าจดจำ

  • เบรนท์ (Brent) – นักบินอวกาศคนใหม่ที่หลงเข้ามาในโลกวานร และต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด เขาเป็นตัวแทนของ “ความหวังที่ริบหรี่” ของมนุษย์

  • โนวา (Nova) – มนุษย์หญิงใบ้ที่ยังคงแสดงออกถึงความเมตตาและอารมณ์อ่อนโยน

  • เทย์เลอร์ (Taylor) – ตัวละครจากภาคแรกที่กลับมาอีกครั้งในบทสั้นแต่ทรงพลัง เป็นสัญลักษณ์ของมนุษย์ที่สูญเสียศรัทธาในโลก

  • นายพลเออร์ซัส (General Ursus) – ตัวแทนของอำนาจและการทหารของวานร ผู้เชื่อว่าความรุนแรงคือคำตอบทุกอย่าง


💬 ประโยคในตำนาน

“May the bomb protect us.” — คำกล่าวของเหล่ามนุษย์ใต้พิภพ
เป็นประโยคที่สะท้อนให้เห็นถึงการบูชาความตายและการเสียดสีศาสนาในเชิงลึก ซึ่งกลายเป็นจุดพูดถึงสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไซไฟ


🌍 ผลกระทบต่อวงการภาพยนตร์

แม้ Beneath the Planet of the Apes จะไม่ได้รับคำชมเท่าภาคแรก แต่กลับเป็นภาคที่ “สร้างมิติใหม่ให้จักรวาลวานร” เพราะเปิดประตูสู่การสร้างภาคต่ออีกหลายตอนในยุค 70s
หนังทำรายได้กว่า 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1970 ซึ่งถือว่าสูงมากในยุคนั้น และยังเป็นจุดเริ่มต้นของ จักรวาลวานร (Planet of the Apes Universe) ที่ดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน


🔎 การตีความเชิงสังคม

ภาพยนตร์เรื่องนี้เปรียบเสมือน “คำเตือนแห่งยุคสงครามเย็น (Cold War Era)” เมื่อโลกกำลังอยู่ในภาวะหวาดกลัวระเบิดนิวเคลียร์ หนังใช้แนวคิดของศรัทธาและอำนาจเพื่อสะท้อนความจริงว่า

“มนุษย์อาจไม่ต้องถูกทำลายโดยวานร แต่ถูกทำลายโดยความเชื่อของตัวเอง”

นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสิ้นหวังในอุดมคติของมนุษยชาติ และตั้งคำถามต่อผู้ชมว่า
“ถ้าอารยธรรมมนุษย์หายไปจริงๆ ใครจะทำได้ดีกว่า — วานร หรือเรา?”


⭐ รีวิวสรุปความรู้สึกหลังชม Beneath the Planet of the Apes

“ใต้พิภพวานร” เป็นภาคต่อที่กล้าหาญและแตกต่างจากภาคแรก มันไม่ใช่หนังบันเทิงทั่วไป แต่เป็นการตั้งคำถามทางศีลธรรมและปรัชญาอย่างลึกซึ้ง
แม้บางช่วงจะเดินเรื่องช้าและมีบรรยากาศหม่น แต่สำหรับผู้ชมที่ชอบแนวคิดหนักๆ และหนังที่ชวนตีความ — นี่คือผลงานที่ควรค่าแก่การรับชม

จุดเด่น:

  • ธีมปรัชญาเข้มข้นเกี่ยวกับศาสนาและอำนาจ

  • ตอนจบช็อกและทรงพลัง

  • การออกแบบฉากใต้พิภพที่ยิ่งใหญ่

จุดด้อย:

  • บางช่วงของเรื่องดำเนินค่อนข้างช้า

  • ตัวละครบางตัวไม่ได้รับการขยายความมากนัก

แต่โดยรวมแล้ว Beneath the Planet of the Apes คือภาคต่อที่ กล้าหาญ ดิบ และแฝงความเศร้าสะเทือนใจ ซึ่งตอกย้ำแนวคิดของซีรีส์นี้ได้อย่างสมบูรณ์ —

“เมื่อมนุษย์ไม่เรียนรู้จากอดีต โลกย่อมมุ่งสู่จุดจบซ้ำแล้วซ้ำเล่า”



แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น
* Please Don't Spam Here. All the Comments are Reviewed by Admin.

Top Post Ad

Bottom Post Ad

Ads